สินค้าที่ท่านสนใจ
น้ำมันหอมระเหย
เตาน้ำมันหอมระเหย
เทียน
กล่องผ้าไหม
เครื่องปั้น เซรามิค
หมี่กรอบชาววัง
อื่นๆ



  • สินค้าใหม่ล่าสุด กลิ่นเกสรดอกไม้ หอมมากมาย เกสรมะลิ เกสรบุนนาค เกสรกระดังงา เกสรพิกุล เกสรบัว เกสรสารภี เกสรจำปา
  • แพนิต้าจอมสุรางค์ ลดราคาพิเศษสินค้าหลายรายการและรับปรึกษาเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ยินดีต้อนรับค่ะ 
  • ร้านค้าที่ต้องการน้ำมันหอมระเหยไปจำหน่ายหรือให้ผลิตเป็นชื่อร้านท่าน กรุณาติดต่อแพนิต้าจอมสุรางค์ หรือ 081-8774444 ค่ะ
  • รับผลิตกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตามที่ท่านต้องการ เพื่อเพิ่มความหอมในสินค้าของท่าน สามารถสั่งผลิตในราคาที่ท่านต้องการค่ะ
บทความ
สุวคนธบำบัด Aromatherapy (อ่าน 3901/ตอบ 0)

สุวคนธบำบัด  Aromatherapy
          ในปัจจุบัน มนุษย์เริ่มหันมาเอาใจใส่ต่อสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะมีวิธีใดที่ทำให้สุขภาพกายสุขภาพใจดี จะแสวงหามาสู่ตนเองเสมอ ประกอบกับกระแสความนิยมในการกลับสู่ธรรมชาติมีมากขึ้น คนเราจึงพยายามปรับตัวเองเข้าสู่ธรรมชาติให้มากที่สุดสุวคนธบำบัดหรือ Aromatherapyเป็นวิธีการรักษาอีกทางเลือกหนึ่งที่นำพืชหรือสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมมาใช้ประโยชน์ในการรักษาทั้งทาง ด้านร่างกายและจิตใจที่จริงแล้วสุวคนธบำบัดมีการใช้กันมานานและได้หยุดความนิยมลงช่วงหนึ่งก่อนที่จะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา 

สุวคนธบำบัด (Aromatherapy) คืออะไร
          Aromatherapy  มาจากคำว่า  aroma  ซึ่งแปลว่า  กลิ่นหอม  และ  therapy หมายถึงการบำบัดรักษา  Aromatherapy หรือ สุวคนธบำบัด  จึงหมายถึงการบำบัดรักษาด้วยกลิ่นหอม โดยที่กลิ่นหอมนี้ส่วนใหญ่ได้จากน้ำมันหอมระเหย (essential  oil) ที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของพืชเช่น  จาก  ดอก  ใบ  ราก  ผล เปลือกไม้ ยางไม้หรือเรซิน  เป็นต้น

ประวัติความเป็นมาของสุวคนธบำบัด 
          เมื่อ 6,000 กว่าปีมาแล้ว  ชาวอียิปต์ เป็นชนชาติแรกที่รู้จักนำเครื่องหอมมาใช้ประโยชน์ส่วนใหญ่ใช้ในพิธีบูชาเทพเจ้า เช่น   มีการนำยางไม้หรือเรซินที่มีกลิ่นหอม ได้แก่ แฟรงคินเซนส์(frankincense) มาเผา เพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ (Ra) และนำเมอร์ (myrrh) มาเผาเพื่อบูชาเทพเจ้าแห่งพระจันทร์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการนำพืชหอมชนิดอื่นๆมาใช้ในการเก็บรักษามัมมี่ เช่น อบเชย (cinnamon) เทียนข้าวเปลือก  (dill seed) โหระพา(sweet basil) ลูกผักชี(coriander seed )  เป็นต้น เนื่องจากพืชหอมเหล่านี้มีน้ำมันหอมระเหยที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคได้ดี           คาดว่าชาวกรีกได้รับการถ่ายทอดความรู้ทางด้านน้ำมันหอมระเหยหลังจากรบชนะอิยิปต์ โดยชาวกรีกได้นำน้ำมันหอมระเหยมาประยุกต์ใช้ทั้งทางด้านการแพทย์และเครื่องสำอาง  แล้วถ่ายทอดศาสตร์แห่งการใช้กลิ่นบำบัดรักษาโรคแก่ชาวโรมันในเวลาต่อมา   ชาวโรมันจึงได้นำเครื่องหอมไปใช้ในชีวิตประจำวันและในพิธีกรรมต่างๆ  นอกจากนี้ยังได้พัฒนาหลักความรู้นี้ผสมผสานเข้ากับศาสตร์แขนงอื่นๆเช่น การนวด  โดยผสมเครื่องหอมลงในน้ำมันสำหรับทาตัวและนวดตัวหลังอาบน้ำ  ผสมเครื่องหอมลงในอ่างอาบน้ำ  เป็นต้น  การใช้ประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยได้ขาดช่วงหายไปพร้อมๆกับการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน  จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 10  พบหลักฐานว่ามีการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้รักษาโรคในประเทศแถบอาหรับ อวิเซนน่า(Avicenna, ค.ศ. 980-1037 )    หมอชาวอาหรับ เป็นผู้ค้นพบวิธีการกลั่นน้ำมันหอมระเหยเป็นครั้งแรก   และได้นำหลักการนี้ไปสอนในมหาวิทยาลัยในประเทศเสปน  ความรู้ทางด้านน้ำมันหอมระเหยจึงได้เผยแพร่มาสู่ยุโรปในช่วงหลังสงครามครูเสด
          สำหรับประเทศในทวีปเอเชีย   มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์  ยืนยันว่าชาวจีนรู้จักวิธีใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรและเครื่องหอมมาเป็นเวลานานพอๆกับชาวอิยิปต์   ในตำราเกี่ยวกับสมุนไพรเล่มหนึ่งของประเทศจีนมีการจดบันทึกไว้ว่า  เมื่อ 2,700 ปีก่อนคริสตศักราช  ชาวจีน สามารถแยกสารหอมจากพืชได้มากกว่า 300 ชนิด  และมีการนำไม้หอมมาเผาเพื่อบูชาเทพเจ้าเช่นเดียวกับชาวอิยิปต์   ในตำราอายุรเวทของประเทศอินเดีย  พบการนำเครื่องหอมมาใช้ร่วมกับการนวดมาแต่โบราณ จึงเห็นได้ว่ามนุษย์มีการนำสารหอมจากพืชมาใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่มีการค้นคว้าอย่างจริงจังถึงคุณสมบัติและสรรพคุณของสารหอมแต่ละชนิด          จนกระทั่งเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 ได้มีนักเคมีชาวฝรั่งเศสชื่อ เรเน่  มอริช  กัตฟอส ( René Maurice  Gattefosse ) ได้ค้นพบประสิทธิภาพของน้ำมันหอมระเหยโดยบังเอิญ  ขณะที่เขาทำการทดลองอยู่ในห้องปฏิบัติการ  เกิดอุบัติเหตุเปลวไฟลวกมือ  ด้วยความตกใจจึงเอามือไปปัดถูกขวดน้ำมันลาเวนเดอร์  น้ำมันลาเวนเดอร์หกรดมือที่ถูกไฟลวกนั้น  เขาพบว่าแผลไฟลวกที่มือนั้นหายเร็วกว่าปกติและมีรอยแผลเป็นน้อยมาก จากนั้นมาเขาจึงเริ่มสนใจค้นคว้าเกี่ยวกับประโยชน์ของน้ำมันหอมระเหยชนิดอื่นๆเพิ่มติมทั้งประโยชน์ทางด้านการแพทย์และเครื่องสำอาง และเป็นผู้บัญญัติศัพท์คำว่า Aromatherapy เป็นครั้งแรกในปีค.ศ. 1928        ต่อมามีหมอชาวฝรั่งเศส ชื่อ ดร. ฌอง  วาเน่ท   (Jean Valnet)  ประทับใจในผลงานการค้นพบของ ดร. เรเน่ มาก จึงได้ทำ การศึกษา ค้นคว้าทดลองเพิ่มเติมและนำน้ำมันหอมระเหยไปรักษาคนไข้ที่เจ็บป่วยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง  โดยใช้รักษาอาการเจ็บป่วยและใช้ฆ่าเชื้อโรคในบาดแผล   นอกจากนี้ ดร. ฌอง ยังได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้นี้ไปสอนให้กับนักศึกษาแพทย์อีกด้วย ทำให้ปัจจุบันในประเทศฝรั่งเศสมีหมอเป็นจำนวนมากกว่าพันคนที่นำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการรักษาคนไข้   นับได้ว่าฝรั่งเศสเป็นจุดเริ่มต้นของสุวคนธบำบัดยุคใหม่
          ต่อมาลูกศิษย์ของ ดร. ฌอง  2 คนคือ มากาเร็ต มอรี่ (Magaret  Maury)  และมิชิลิน อา-ซีเยอร์ (Micheline Arcier) ได้นำศาสตร์ทางด้านสุวคนธบำบัดนี้ข้ามมายังเกาะอังกฤษ  โดยได้พัฒนาการใช้น้ำมันหอมระเหยผสมผสานกับการนวดในการรักษาคนไข้  จนทำให้สุวคนธบำบัดหรือ Aromatherapy เป็นที่นิยมมาก ปัจจุบันในอังกฤษมีนักสุวคนธบำบัด  โรงเรียน  และคลินิกทางด้านนี้อยู่เป็นจำนวนมาก
          ในช่วงปี 1920-1930 มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี ชื่อ ดร. เรเนโต คาโยลา (Reneto Cayola ) และ ดร. จิออวานนี  การี (Giovanni  Gari)  ได้ทำการทดลองผลทางด้านจิตวิทยาและระบบประสาทของน้ำมันหอมระเหย  โดยศึกษาผลในการทำให้สงบ  (calming effect) แล้วตรวจวัดความดันโลหิต  อัตราการหายใจ  อัตราการไหลเวียนของโลหิตและประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของน้ำมันหอมระเหย  ต่อมา ศาสตราจารย์ เปาโล  โรเวสตี (Paolo  Rovesti)แห่งมหาวิทยาลัยมิลาน  ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลทางด้านจิตวิทยาของน้ำมันหอมระเหยต่อคนไข้ที่มีอาการเครียดและเป็นโรคสทีเรีย  โดยทดลองใช้ส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิดในสัดส่วนต่างๆกัน  ผลการทดลองพบว่า  คนไข้บรรเทาจากอาการเครียดเมื่อใช้น้ำมันมะลิ น้ำมันมะนาว  น้ำมันดอกส้ม (neroli oil) น้ำมันไม้จันทน์ (sandalwood oil)  และถ้าคนไข้มีอาการกระวนกระวาย ควรใช้ น้ำมันเบอร์กามอต (bergamot  oil) น้ำมันดอกส้ม น้ำมันไซเปรส(cypress oil) น้ำมันมะนาว และ น้ำมันกุหลาบกลไกการออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยในสุวคนธบำบัด
          เมื่อกล่าวถึงสุวคนธบำบัด หรือ Aromatherapy หลายท่านอาจนึกถึงการบำบัดด้วยนาสิกสัมผัสเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วน้ำมันหอมระเหยประกอบไปด้วยสารประกอบหลายชนิดที่สามารถซึมผ่านผิวหนังเข้าไปทำปฏิกริยาโดยตรงกับสารเคมีในร่างกาย ทำให้มีผลต่ออวัยวะหรือระบบต่างๆของร่างกายได้อีกด้วย
การออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยมี 3 ชนิด คือ
          1.  การออกฤทธิ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเคมี  โดยน้ำมันหอมระเหยจะซึมเข้าสู่กระแสโลหิตไปทำปฏิกริยากับฮอร์โมน และ เอนไซม์  เป็นต้น
          2.   การออกฤทธิ์ที่เกิดจากน้ำมันหอมระเหย ไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีออกมาทำให้มีผลต่อการทำงานของร่างกาย  เช่น 
          - กลิ่นแคลรี่เซจ (clary sage) และกลิ่นเกรพฟรุต (grapefruit) จะทำให้สมองหลั่งสารชนิดหนึ่ง เรียกว่า enkephalins  ซึ่งเป็นสารที่ช่วยลดความเจ็บปวด
          - กลิ่นมะลิ และ กระดังงา จะกระตุ้นต่อมใต้สมอง (pituitary gland) ให้หลั่งสารendorphins  ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเกิดสมดุลขึ้นในร่างกาย
          - กลิ่นมาร์โจแรม (marjoram) จะกระตุ้นสมองส่วน Raphe  nucleus ให้หลั่งสารserotonin  ซึ่งจะช่วยให้หลับสบาย
          3.   การออกฤทธิ์ทางด้านจิตใจ  น้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพลต่อจิตใจเรามานาน  นับตั้งแต่ในสมัยโบราณที่มีการนำเครื่องหอมไปใช้ในพิธีทางศาสนาและพิธีกรรมต่างๆ  เมื่อเราสูดดมกลิ่นหอมเข้าไปก็จะมีปฏิกริยากับกลิ่นนั้นๆแล้วแสดงออกในรูปของอารมณ์หรือความรู้สึก  ผลของกลิ่นที่มีต่อแต่ละบุคคลจะแตกต่างกันไปขึ้นกับปัจจัยหลายประการเช่น อายุ เพศ บุคคลิกบรรยากาศรอบๆตัวขณะดมกลิ่น นอกจากนี้ยังขึ้นกับความสามารถในการรับกลิ่นที่ไม่เท่ากันของแต่ละคนอีกด้วย  บางคนอาจได้กลิ่นชนิดหนึ่งมากในขณะที่บางคนได้กลิ่นชนิดเดียวกันนั้นเพียงเล็กน้อยหรือไม่ได้กลิ่นเลย
          เมื่อเราสูดดมกลิ่นหนึ่งกลิ่นใดเข้าไปในจมูก  กลิ่นจะเดินทางไปยัง olfactory bulb ที่อยู่ส่วนบนของโพรงจมูก จากนั้นจะถูกแปลงเป็นสัญญานไปสู่สมองซึ่งเก็บความทรงจำของกลิ่นที่เคยได้รับมาก่อน  เมื่อได้รับกลิ่นนั้นๆอีกครั้งก็จะทำให้เราหวนรำลึกถึงเหตุการณ์  สถานที่ ผู้คนหรือสิ่งของในอดีตที่เราเคยประสบพร้อมๆกับการได้กลิ่นนั้น  การทำงานของมันจะคล้ายกับแม่กุญแจและลูกกุญแจ โดยที่กลิ่นจะเปรียบเสมือนลูกกุญแจ  ความทรงจำเปรียบเสมือนแม่กุญแจ  เมื่อลูกกุญแจเข้าล็อคกับแม่กุญแจได้พอดีก็จะสามารถเปิดความทรงจำของกลิ่นนั้นๆออกมาได้เช่น เมื่อเราได้กลิ่นธูปจะทำให้เรานึกถึงพิธีกรรมทางศาสนาและรู้สึกสงบ  หรือเมื่อเราได้กลิ่นน้ำมันที ทรี (tea tree oil) อาจทำให้เรารำลึกถึงสนามหญ้าที่ผ่านการตัดหญ้ามาใหม่ๆที่เราได้เคยวิ่งเล่นในวัยเด็กทำให้เรารู้สึกสดชื่นโดยไม่รู้ตัว

ประเภทของสุวคนธบำบัด
          สุวคนธบำบัด สามารถแบ่งตามการนำไปใช้ได้ดังนี้
          1.   สุวคนธบำบัดสำหรับใช้เป็นเครื่องสำอาง  (Cosmetic  Aromatherapy)   เป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในรูปของ  ครีมบำรุงผิว โทนเนอร์   แชมพู  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า  หรือจะเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยในการอาบน้ำ  โดยหยดน้ำมันหอมระเหยประมาณ 6-8 หยดลงในอ่างแช่ตัวประมาณ  20  นาที  ความร้อนจากน้ำอุ่นจะช่วยเพิ่มการซึมผ่านผิวหนังและได้สูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยในขณะเดียวกัน
          2.   สุวคนธบำบัดสำหรับการนวด (Massage  Aromatherapy) เป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการนวด  วิธีนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากเพราะเป็นการใช้น้ำมันหอมระเหยประกอบกับการนวดสัมผัสทำให้น้ำมันหอมระเหยซึมผ่านผิวหนังได้ดี  ปกติแล้วการนวดเพียงอย่างเดียวก็ทำให้เรารู้สึกสบายแล้ว เมื่อได้ผสมผสานกับคุณสมบัติพิเศษของน้ำมันหอมระเหยด้วยแล้ว  ยิ่งทำให้การนวดนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น   วิธีการใช้ก็คือนำน้ำมันหอมระเหยที่เลือกให้เหมาะกับอาการและอารมณ์ของคนไข้มาเจือจางด้วย carrier oil  ปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ใช้จะอยู่ระหว่าง 1-3 %  การนวดอาจจะนวดทั้งตัวหรือนวดเฉพาะส่วนของร่างกายที่ทำให้ไม่สบาย เช่น การใช้น้ำมันสะระแหน่ที่เจือจางแล้วนวดท้องตามเข็มนาฬิกาเพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร เป็นต้น
          3.   สุวคนธบำบัดสำหรับการสูดดม  (Olfactory  Aromatherapy)  เป็นการสูดดมกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยโดยไม่มีการสัมผัสผ่านผิวหนัง  แบ่งเป็น 2 กรณีคือการสูดดมน้ำมันหอมระเหยโดยตรง (Inhalation) และการผสมน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำร้อนแล้วสูดไอของน้ำมันหอมระเหยนั้น (Vaporization)  วิธีการสูดดมน้ำมันหอมระเหยโดยตรง สามารถทำได้ง่ายๆก็คือหยดน้ำมันหอมระเหย 1-2 หยดลงบนผ้าเช็ดหน้า แล้วสูดดมเช่นเดียวกับที่คนไทยนิยมสูดดมน้ำมันยูคาลิปตัส  น้ำมันการบูร เพื่อบรรเทาอาการหวัด  ส่วนวิธีสูดดมไอของน้ำมันหอมระเหยนั้นทำได้หลายวิธีเช่น หยดน้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดลงในชามอ่างที่ใส่น้ำอุ่น ใช้ผ้าคลุมศรีษะและชามแล้วก้มลงสูดดมไอระเหยนั้น พักเป็นระยะๆ  วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง และผู้ที่เป็นหอบหืด  หรืออีกวิธีหนึ่งอาจใช้เตาหอม (aroma lamp) ลักษณะเป็นภาชนะดินเผาหรือเซรามิก ด้านบนเป็นแอ่งเล็กๆสำหรับใส่น้ำและมีช่องด้านล่างสำหรับใส่เทียนเพื่อให้ความร้อน เวลาใช้ให้หยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำ  เมื่อน้ำร้อนจะช่วยส่งกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยให้ฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง   นอกจากนี้ยังมีวิธีการใช้ในรูปแบบอื่นๆอีกเช่น  ธูปหอม เทียนหอม  เป็นต้น

ตัวอย่างและวิธีเตรียมน้ำมันหอมระเหยที่ใช้ในสุวคนธบำบัด
          น้ำมันหอมระเหยที่นำมาใช้ในสุวคนธบำบัดนั้นมีมากมายหลายชนิด จะขอยกตัวอย่างพอสังเขปดังนี้
          1. น้ำมันโรสแมรี่ (rosemary oil) สกัดได้จากส่วนดอกและใบของโรสแมรี่(Rosemarinus  officinalis L.) น้ำมันมีสีเหลืองใสมีกลิ่นคล้ายการบูรผสมกลิ่นเนื้อไม้ มีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรียได้ดี  ทำให้รู้สึกสดชื่น  มีสมาธิและมีกำลังใจ  ถ้าใช้ร่วมกับการนวดจะให้ความรู้สึกอบอุ่นและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน
          2. น้ำมันลาเวนเดอร์ (lavender  oil)  สกัดได้จากดอกลาเวนเดอร์(Lavandula officinalis Chaix) น้ำมันมีกลิ่นหอมสดชื่น ทำให้สงบและผ่อนคลาย นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการรักษาบาดแผล  ผดผื่น ช่วยกำจัดแบคทีเรีย  กระตุ้นให้ร่างกายขับสารพิษ  และช่วยรักษาอาการปวดศรีษะ เมื่อใช้ร่วมกับการนวดจะทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย และช่วยให้หลับสบาย เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง
          3. น้ำมันคาโมมายล์ (chamomile oil) สกัดได้จากดอกของคาโมมายล์ Matricaria chamomilla Linn. (German chamomile ) หรือ Anthemis  nobilis Linn. (Romanchamomile) มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบและช่วยลดอาการเจ็บปวด  ช่วยให้สงบ มีสมาธิ และผ่อนคลายจากความตึงเครียด เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง  มักใช้ในผลิตภัณฑ์จำพวกน้ำมันนวด  แชมพูครีมนวดผม เป็นต้น
          4. น้ำมันยูคาลิปตัส (eucalyptus oil) ได้จากใบของยูคาลิปตัส  (Eucalyptus  globulusLabill.)  มีกลิ่นหอมสดชื่น  ช่วยให้หายใจโล่ง  รักษาอาการหวัด  คัดจมูก ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งและมีสมาธิ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรีย  เมื่อใช้ร่วมกับการนวดจะช่วยให้สดชื่น  ฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย  ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ  เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวธรรมดาถึงผิวมัน
          5. น้ำมันกุหลาบ (rose oil) ได้จากดอกกุหลาบ (Rosa damascena Mill.) มีกลิ่นหอมหวาน  ให้ความรู้สึกถึงความเป็นผู้หญิงและความรัก ช่วยให้มีกำลังใจและมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรคได้ดี  น้ำมันกุหลาบเป็นน้ำมันที่มีราคาแพงมาก เนื่องจากในการผลิตน้ำมันกุหลาบ  1 กิโลกรัมจะต้องใช้ปริมาณดอกกุหลาบถึง 10 ตันทีเดียว  น้ำมันกุหลาบเหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งและแพ้ง่าย
          6. น้ำมันเปปเปอร์มินต์ (peppermint oil)  ได้จากใบเปปเปอร์มินต์ (Mentha  piperitaHuds.) มีกลิ่นหอมเย็นซ่าของเมนทอลซึ่งเป็นองค์ประกอบหลัก น้ำมันเปปเปอร์มินต์มีคุณสมบัติในการกำจัดแบคทีเรีย  ช่วยให้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน และไม่ควรใช้กับผิวที่แพ้ง่าย
          7. น้ำมันกระดังงา (ylang ylang oil) ได้จากดอกกระดังงา (Cananga  odorata Hook.)น้ำมันมีกลิ่นหอมเย้ายวน  ช่วยให้ผ่อนคลายจากความตึงเครียด  ทำให้สงบ  ลดอาการซึมเศร้า เมื่อใช้นวดตัวจะช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลายและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
          8. น้ำมันโหระพา (basil oil) ได้จากใบโหระพา (Ocimum  basilicum Linn.) น้ำมันมีกลิ่นหอมหวานปนกลิ่นเครื่องเทศ  มีคุณสมบัติช่วยให้สงบ  มีสมาธิ ลดอาการซึมเศร้า  บรรเทาอาการปวดหัวจากไมเกรน
          9. น้ำมันแฝกหอม (vetiver oil)  ได้จากรากของแฝกหอม (Vetiveria  zizanioides Nash)  น้ำมันแฝกหอมมีสีเหลืองเข้มจนถึงน้ำตาล  ลักษณะค่อนข้างเหนียว  มีกลิ่นหอมหนักๆปนกับกลิ่นไม้  ช่วยทำให้จิตใจสงบ  คลายเครียด  และปรับสภาพความสมดุลของจิตใจ
          10. น้ำมันมะนาว (lime oil) ได้จากเปลือกของผลมะนาว (Citrus  aurantifolia Swing.)น้ำมันมีสีเหลืองอ่อนมีกลิ่นหอมสดชื่นของมะนาว  ช่วยกระตุ้นสภาพร่างกายและจิตใจให้แจ่มใส เบิกบาน  นอกจากนี้น้ำมันมะนาวยังมีคุณสมบัติเป็นสารกำจัดกลิ่นและช่วยบำรุงผิว  จึงเหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์จำพวกแชมพู  โลชั่น  และผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่น (deodorant)

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหยสำหรับสุวคนธบำบัด
          ในการใช้น้ำมันหอมระเหยสำหรับสุวคนธบำบัดนั้น  ก่อนใช้เราควรศึกษาวิธีการใช้ให้ละเอียดก่อน เพราะถึงแม้ว่าวิธีการใช้จะง่ายแต่ก็มีข้อมูลอีกหลายอย่างที่ควรทราบและพึงระวัง
          1. ควรเจือจางน้ำมันหอมระเหยด้วย carrier oil ก่อนใช้  เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยที่เข้มข้นอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ และไม่ควรให้น้ำมันหอมระเหยสัมผัสบริเวณรอบดวงตาและผิวที่อ่อนบาง
          2. ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยควรทดสอบก่อนว่าเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยทาน้ำมันหอมระเหยที่เจือจางแล้วบริเวณท้องแขนด้านใน  หากเกิดผื่นแดง  คัน ระคายเคือง หรือผิวไหม้  ให้หยุดใช้ทันที
          3. น้ำมันหอมระเหยบางชนิดเหนี่ยวนำให้ผิวหนังมีความไวต่อแสง (Photosensitive) เช่นน้ำมันมะกรูด  น้ำมันมะนาว  น้ำมันผิวส้ม  ฯลฯ  ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงภายหลังจากการใช้น้ำมันเหล่านี้เป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด  4  ชั่วโมง
          4. สตรีที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันต่อไปนี้คือ น้ำมันโหระพา น้ำมันกานพลู  น้ำมันเปปเปอร์มินต์  น้ำมันกุหลาบ  น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันแครี่เซจ (clary sage oil) น้ำมันไทม์ (thyme  oil) น้ำมันวินเทอร์กรีน (wintergreen  oil) น้ำมันมาร์โจแรม (marjoramoil) และเมอร์ (myrrh)
          5. ผู้ที่เป็นโรคลมชัก และผู้ที่มีความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยง น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมันเซจ(sage oil)  และน้ำมันไทม์ (thyme oil) 
          6. ควรเก็บน้ำมันหอมระเหยในขวดที่มีสีเข้ม  ในที่ปลอดภัย ห่างจากมือเด็ก และเปลวไฟ
          7. ไม่ควรรับประทานน้ำมันหอมระเหย  นอกจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ
          8. การใช้น้ำมันหอมระเหยสำหรับเด็ก  ต้องปรับขนาดและปริมาณการใช้ให้เหมาะสมกับอายุด้วย