http://www.panita.in.th/shop/sitemap/category_xml_sitemap.php



สินค้าที่ท่านสนใจ
น้ำมันหอมระเหย
เตาน้ำมันหอมระเหย
เทียน
กล่องผ้าไหม
เครื่องปั้น เซรามิค
หมี่กรอบชาววัง
อื่นๆ






  • สินค้าแพนิต้าใหม่ล่าสุด กลิ่นเกสรดอกไม้ หอมมากมาย เกสรมะลิ เกสรบุนนาค เกสรกระดังงา เกสรพิกุล เกสรบัว เกสรสารภี เกสรจำปา
  • แพนิต้า ลดราคาพิเศษสินค้าหลายรายการและรับผสมกลิ่นตามที่ท่านต้องการและรับปรึกษาเกี่ยวกับน้ำมันหอมระเหย ยินดีต้อนรับค่ะ 
  • ร้านค้าที่ต้องการน้ำมันหอมระเหยไปจำหน่ายหรือให้ผลิตเป็นชื่อร้านท่าน กรุณาติดต่อแพนิต้า ถนนจอมสุรางค์ หรือ 081-8774444 ค่ะ
  • แพนิต้า รับผลิตกลิ่นน้ำมันหอมระเหยตามที่ท่านต้องการ เพื่อเพิ่มความหอมในสินค้าของท่าน สามารถสั่งผลิตในราคาที่ท่านต้องการค่ะ
บทความ
น้ำมันหอมระเหยคืออะไร (อ่าน 5066/ตอบ 0)

น้ำมันหอมระเหยคืออะไร
- น้ำมันหอมระเหยเป็นสารอินทรีย์ที่พืชสร้างขึ้น มักมีกลิ่นหอม ระเหยง่าย โดยพืชเหล่านี้จะมีเซลล์พิเศษ ต่อมหรือท่อ เพื่อสร้างและกักเก็บน้ำมันหอมระเหย ซึ่งจะเห็นต่อมน้ำมันได้ชัดในส่วนของใบและเปลือกผลของพืชจำพวกส้ม น้ำมันหอม ระเหยพบได้ตามส่วนต่างๆของพืชได้แก่ ราก ลำต้น ใบ ดอก ผล เมล็ด

องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหย
ประกอบด้วยสารสำคัญ2 กลุ่ม คือ เทอปีน (terpenes) และ ฟีนีลโพรปานอยด์ ( phenyl pro-panoids)
- สารเทอปีนที่พบมากในน้ำมันหอมระเหย เป็นพวกที่มีน้ำหนักโมเลกุลต่ำได้แก่ โมโนเท
อปีน(monoterpenes, C-10) เช่น limonene, citral, geraniol, menthol, camphor และเสสควิเท-อปีน (sesquiterpenes, C-15) เช่น b-bisabolene, b-caryophyllene ฟีนีลโพรปานอยด์ (C6-C1)พบได้น้อยกว่าสารกลุ่มเทอปีน ได้แก่ eugenol, anethole

พืชสร้างน้ำมันหอมระเหยมาทำไม
- กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยในส่วนของดอกไม้มีบทบาทสำคัญในการช่วยดึงดูด แมลงมาผสม
เกสร น้ำมันหอมระเหยในส่วนอื่นๆของพืชเชื่อว่ามีผลในการป้องกันตนเอง จากศัตรูภายนอกที่จะมาทำลายพืชนั้นๆเช่นแมลง เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ก่อโรคพืชอะไรบ้างที่ให้น้ำมันหอมระเหย
- พืชที่ให้น้ำมันหอมระเหยมีกระจายอยู่ในวงศ์พืชต่างๆ ไม่เกิน 60วงศ์ ที่สำคัญได้แก่ Labiatae(
มินต์) , Rutaceae(ส้ม), Zingiberaceae(ขิง), Gramineae(ตะไคร้) พืชที่ให้น้ำมันหอมระเหยที่มีปลูกเป็นการค้ามีอยู่ไม่เกิน 100 ชนิดที่สำคัญมีดังนี้
          1. สะระแหน่(peppermint-Mentha piperata spearmint-M. spicata, M. cardiaca
ในสหรัฐอเมริกา)
          2. ตะไคร้(lemongrass-Cymbopogon citratus)ในอินเดีย
          3. ตะไคร้หอม(citronella Cymbopogon nardus)ในใต้หวัน
          4. กระดังงา(cananga or ylang-ylang-Cananga odorata) ในฟิลิปปินส์และ
อินโดนีเซีย
          5. เบอร์กามอต(bergamot- Citrus bergamia )ในอิตาลี
          6. โหระพา (sweet basil-Ocimum basilicum )ในเกาะรียูเนียน ชิลีและโคโมรอส

วิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหย
การสกัดกลิ่นหอมออกจากพืชหอม ได้มีการทำมาเป็นเวลานานแล้ว โดยในสมัยโบราณ จะนิยมนำดอกไม้หอมมาแช่น้ำทิ้งไว้ และนำน้ำที่มีกลิ่นหอมนั้น ไปใช้ดื่มหรืออาบ ต่อมาได้มีการพัฒนาวิธีการสกัดกลิ่นหอม เพื่อให้ได้กลิ่นหอม หรือ น้ำมันหอมระเหยที่มีคุณภาพ และปริมาณสูงสุด วิธีการดังกล่าวนั้นมีหลายวิธี การที่จะเลือกใช้วิธีใดนั้น ต้องพิจารณาลักษณะของพืชที่จะนำมาสกัดด้วยวิธีการสกัดน้ำมันหอมระเหย สามารถแบ่งออกได้ดังนี้ 

     1. การกลั่นโดยใช้น้ำ
- วิธีนี้สามารถทำได้โดยใช้อุปกรณ์สำหรับการกลั่น เช่น หม้อกลั่น, เครื่องควบแน่น และภาชนะ
รองรับน้ำมัน วิธีการก็คือ บรรจุพืชที่ต้องการสกัดน้ำมันหอม ระเหยลงในหม้อกลั่น เติมน้ำพอท่วมแล้วต้มจนน้ำเดือด เมื่อน้ำเดือดระเหยเป็นไอ ไอน้ำจะช่วยพาน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเนื้อเยื่อของพืชออกมาพร้อมกัน เมื่อผ่านเครื่องควบแน่น ไอน้ำและไอของน้ำมันหอมระเหยจะควบแน่นเป็นของเหลว ได้น้ำมันหอมระเหย และน้ำ แยกชั้นจากกัน
- สำหรับการกลั่นพืชปริมาณน้อยๆ ในห้องปฏิบัติการ เราสามารถทำได้ โดยใช้ชุดกลั่นที่ทำจาก
เครื่องแก้ว เรียกว่า ชุดกลั่นชนิด Clevenger ส่วนการกลั่นพืชปริมาณมาก ควรใช้เครื่องกลั่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำด้วยเหล็กสเตนเลสหรือทองแดง โดยอาศัยหลักการเดียวกัน
- การกลั่นโดยใช้น้ำนี้ มีข้อดี คือ เป็นวิธีที่ง่าย อุปกรณ์ในการกลั่น ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และค่าใช้
จ่ายต่ำ แต่ก็มีข้อเสีย คือ ในกรณีที่ต้องกลั่นพืชปริมาณๆ ความร้อนที่ให้สู่หม้อกลั่นจะไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งหม้อกลั่น พืชที่อยู่ด้านล่างใกล้กับเตา อาจเกิดการไหม้ได้ ทำให้น้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้ มีกลั่นเหม็นไหม้ติดปนมา อีกทั้งการกลั่นโดยวิธีนี้ พืชจะต้องสัมผัสกับน้ำเดือดโดยตรงเป็นเวลานาน ทำให้องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันหอมระเหย เกิดการเปลี่ยนแปลงไปบ้างบางส่วน


      2. การกลั่นโดยใช้น้ำและไอน้ำ
วิธีนี้มีหลักการคล้ายกับการกลั่นโดยใช้น้ำ แต่แตกต่างตรงที่ ภายในหม้อกลั่นจะมีตะแกรงสำหรับ
วางพืชไว้เหนือระดับน้ำ เมื่อให้ความร้อน โดยเปลวไฟ หรือไอน้ำจากเครื่องกำเนิดไอน้ำ (Boiler),น้ำภายในหม้อกลั่น จะเดือดกลายเป็นไอ การกลั่นโดยวิธีนี้ พืชที่ใช้กลั่นจะไม่สัมผัสกับความร้อนโดยตรง ทำให้คุณภาพของน้ำมันหอมระเหยดีกว่าวิธีแรก
 
      3. การกลั่นโดยใช้ไอน้ำ
การกลั่นโดยวิธีนี้ ก็คล้ายกับวิธีที่ 2 แต่ไม่ต้องเติมน้ำลงในหม้อกลั่น เมื่อบรรจุพืชลงบนตะแกรง
แล้ว ผ่านความร้อนจากไอน้ำที่ได้จากเครื่องกำเนิดไอน้ำ ไอน้ำจะช่วยน้ำมันหอมระเหยในพืชระเหยออกมาอางรวดเร็ว  วิธีนี้มีข้อดี คือ เวลาที่ใช้ในการกลั่นจะสั้นกว่า ปริมาณน้ำมันมีคุณภาพ และปริมาณดีกว่า แต่ไม่เหมาะกับพืชที่มีลักษณะบาง เช่น กลีบกุหลาบ เพราะไอน้ำจะทำ ให้กลีบกุหลาบรวมตัวกันเป็นก้อน น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในกลีบกุหลาบไม่สามารถออกมา พร้อมไอน้ำได้ทั้งหมด ทำให้ได้ปริมาณน้ำมันหอมระเหยน้อยลง หรือไม่ได้เลย การกลั่นน้ำมันกุหลาบ จึงควรใช้วิธีการกลั่นด้วยน้ำจะเหมาะสมกว่า
 
      4. การสกัดโดยใช้ตัวทำละลาย
 การสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ที่ไม่สามารถใช้วิธีกลั่น โดยใช้ไอน้ำได้เนื่องจากองค์ประกอบของสารหอมระเหยในดอกไม้จะสลายตัวเมื่อ ถูกความร้อนสูง ดังนั้นจึงใช้ตัวทำละลาย
เช่น เฮกเซน สกัดน้ำมันหอมระเหยออกมา หลังจากนั้นจะระเหยไล่ตัวทำละลายออกที่อุณหภูมิและความกดดันต่ำ ก็จะได้หัวน้ำหอม ชนิด concrete 
 
      5. การสกัดโดยใช้ไขมัน (enfleurage)
การสกัดโดยใช้ไขมันเป็นวิธีการสกัดแบบดั้งเดิม มักใช้กับดอกไม้กลีบบาง เช่นมะลิ ซ่อนกลิ่น 
โดยจะใช้ไขมันประเภทน้ำมันหมูเกลี่ยลงบนถาดไม้ แล้วนำ ดอกไม้มาเกลี่ยทับเป็นชั้นบางๆ จนเต็มถาด ตั้งทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนดอกไม้ ชุดใหม่ ทำซ้ำประมาณ 7-10 ครั้ง ไขมันจะดูดซับสารหอมไว้เรียกไขมันที่ดูดซับ สารหอมนี้ว่า pomade หลังจากนั้นใช้เอทธานอลละลายสารหอมออกจากไขมัน นำไประเหยไล่ตัวละลายออกที่อุณหภูมิและความกดดันต่ำ จะได้หัวน้ำหอมชนิด concrete เมื่อแยกส่วนที่เป็นไขมันออกโดยการนำมาละลายเอทธานอลแล้ว แช่เย็นเพื่อแยกส่วนที่เป็นไขออก หลังจากระเหยไล่ตัวละลายออกจะได้หัวน้ำหอมชนิด absolute ซึ่งจัดเป็นหัวน้ำหอมชนิดดีและราคาแพงที่สุด
 
      6. วิธีบีบ
วิธีนี้มักใช้กับเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว มะกรูด น้ำมันหอมระเหยที่ได้จะมีกลิ่นและ
คุณภาพดีนอกจากนี้ ยังมีการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้โดยใช้ คาร์บอนไดออกไซด์เหลว โดยเรียกวิธีนี้ว่า Supercritical carbondioxide fluid extraction ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ เหมาะสำหรับการสกัดสารที่สลายตัวง่ายเมื่อ ถูกความร้อน แต่สูญเสียค่าใช้จ่ายมาก 

คุณสมบัติของน้ำมันหอมระเหยกลิ่นต่าง ๆ 
     
น้ำมันหอมระเหย กลิ่นต่างๆ ที่เราใช้บำบัด ในยุคสปาร้อนแรงเดี๋ยวนี้  มีขาย  หาซื้อได้ง่ายนะคะ  สิ่งที่เราควรคำนึง คือเราต้องการกลิ่นไหน  เราต้องการให้ช่วยบำบัด  แก้ไข เรื่องใด
- น้ำมันหอมระเหยจากมะนาว (Lemon)  ทำให้ร่างกายกระปี้กระเปร่าสามารถใช้ในการอาบน้ำนวดคลายกล้ามเนื้อ  แต่สิ่งที่คุณควรระวังก็คือไม่ควรใช้ก่อนออกแดดเพราะจะทำให้ผิวหนังของคุณคล้ำได้
 - น้ำมันหอมระเหยจากส้ม (Orange)  ทำให้มีจิตใจเบิกบาน สดชื่น  อารมณ์เย็น  แต่คุณไม่ควรใช้น้ำมันหอมประเภทนี้ก่อนการออกแดดเพราะจะทำให้ผิวหนังของคุณคล้ำได้
- น้ำมันหอมระเหยจากกุหลาบ (Rose)  ช่วยผ่อนคลายความเครียด  เพิ่มอารมย์รักใคร่  ฟื้นฟูความมั่นใจ  แม้น้ำมันหอมระเหยชนิดนี้จะมีราคาสูงมาก  เพราะต้องใช้กลีบกุหลาบในปริมาณมากๆในการสกัด  แต่นิยมใช้เพราะมีสรรพคุณที่สูงตามไปด้วย
- น้ำมันหอมระเหยจากมะลิ (Jasmine)  ช่วยคลายเครียด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  บรรเทา
ความเจ็บปวด  แต่ไม่ควรใช้ขณะตั้งครรภ์  และทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาได้ง่าย
- น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้  (Lemon  Grass)  ช่วยในการยับยั้งการติดเชื้อโรค  ป้องกันแบคทีเรีย ฉีดเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์  สามารถใช้ขับไล่แมลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีใดๆ
- น้ำมันหอมระเหยจากยูคาลิปตัส (Eucalyptus)  ช่วยในการต่อต้านเชื้อโรค  ลดอาการคัดจมูกทำให้หายใจสะดวกขึ้นสำหรับผู้ที่เป็นหวัด  สามารถใช้ในการอาบน้ำ  นวดคลายกล้ามเนื้อ  ฉีด
ให้มีกลิ่นหอม  ทั้งยังเป็นส่วนผสมในการผลิตภัณฑ์  บำรุงผิวพรรณและเส้นผมอีกด้วย
- น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูด (Bergamot)   ทำให้จิตใจของคุณร่าเริง  น้ำมันหอมระเหยชนิดนี้
มีความไวต่อแสงอาทิตย์มาก  จึงทำให้ผิวหนังไหม้ได้ง่าย คุณจึงควรใช้น้ำมันหอมชนิดนี้แต่เพียงเล็กน้อย
- น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ (Peppermint)  เป็นน้ำมันชนิดที่ให้พลังงาน  ยับยั้งเชื้อโรค
และบรรเทาอาการเจ็บปวด  สตรีมีครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยชนิดนี้ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์
- น้ำมันหอมระเหยจากต้นชา( Tea  Tree)  ช่วยพัฒนาความคิดในเชิงบวก  และเสริมสร้างความ
มั่นใจให้เพิ่มขึ้นอีกด้วย
- น้ำมันหอมระเหยจากดอกกระดังงา(Yiang Yiang)  ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย    เหมาะในการ
ใช้อาบน้ำ  นวดคลาย กล้ามเนื้อ
- น้ำมันหอมระเหยจากสน(Pine)   ช่วยในการลดอาการเลือดคั่งและปรับสภาพสีผิว  ส่งผลดีต่อโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เหมาะที่จะใช้ในการสูดดม อาบน้ำ และยังสามารถใช้บำรุง
เส้นผมได้ดีอีกด้วย
- น้ำมันหอมระเหยจากกำยาน  (Franincense)  ช่วยในการบำรุงกำลังและเพิ่มความสวยงาม
ช่วยให้รู้สึกเย็นสบายและผ่อนคลาย  สามารถใช้ในการอาบน้ำและฉีดให้มีกลิ่นหอมได้
- น้ำมันหอมระเหยจากว่าน  (Cardamon)  ช่วยในการฟื้นฟูสภาพความเมื่อยล้าและเฉื่อยชาเซื่องซึม  เหมาะสำหรับการอาบน้ำ  และนวดคลายกล้ามเนื้อ
- น้ำมันหอมระเหยจากคาโมไมล์ (Camomile)  ช่วยในการสร้างความผ่อนคลาย  ทำให้คุณหลับสบาย  และมีประสิทธิภาพในการป้องกันไม่ให้ผิวแก่ก่อนวัย  เหมาะใช้ในการอาบน้ำ  และ
นวดคลายกล้ามเนื้อ
- น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลัก  (Basil)  เสริมสร้างความกระปรี้กระเปร่าทำให้หายจากอาการ
ง่วงเหงาซึมเซา  สร้างสมาธิเพิ่มมากขึ้นจิตใจปลอดโปร่ง  ใช้ได้ทั้งการอาบน้ำและการนวด  แต่ควรระวังในสตรีมีครรภ์  ควรใช้ในปริมาณเล็กน้อยและไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

//